Monthly Archives: March 2002

ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โครงการพระราชดำริปางตอง 2  หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปางอุ๋ง” นั้นตั้งอยู่ที่บ้านรวมไทย เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพงดงามจนถึงกับได้รับสมญาว่า สวิสเซอร์แลนด์แดนสามหมอก มีทิวสนสองใบ-สนสามใบเรียงรายตลอดแนวอ่างเก็บน้ำอันกว้างใหญ่ โอบล้อมด้วยขุนเขาที่เขียวชอุ่ม  ทั้งนี้ คำว่า “ปาง” หมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า คำว่า “อุ๋ง” หมายถึง ที่ลุ่มต่ำคล้ายกระทะใบใหญ่ มีน้ำขังเฉอะแฉะ

เดิมบริเวณนี้เป็นสถานที่ทำไร่ฝิ่นของชาวเขา พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้มีการปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอ จึงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนั้นและพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนปัจจุบันปางอุ๋งกลายมาด้เป็นที่ปลูกพรรณพืชอย่าง อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วยมีการตกแต่งด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว เช่น กุหลาบ ไฮเดรนเยีย พวงแสดโดยรอบ  มีการปลูกสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ในด้านอาหารและแพทย์แผนไทย ซึ่งมีความกลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและอากาศเย็น พร้อมบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์ประจำถิ่นซึ่งกำลังจะสูญพันธ์อย่างเขียดแลว เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบธรรมชาติและความสงบเงียบ

นอกจากชมบรรยากาศของสายหมอกในยามเช้าแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเมื่อแวะมาเยือนปางอุ๋งคือ การนั่งแพชมทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ รวมถึงชมนดาราแห่งปางอุ๋ง ซึ่งเป็นหงส์พระราชทานจากสมเด็จพระราชินีเป็นหงส์ดำและหงส์ขาวอย่างละ 1 คู่

ปางอุ๋งเปิดให้เข้าพื้นที่ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-20.00 น.โดยมีระเบียบการเข้าชมดังนี้

- กำหนดไม่ให้นักท่องเที่ยวนำยานพาหนะทุกชนิดเข้าไปยังพื้นที่หากไม่มีบัตรจองที่พักหรือที่กางเต็นท์ แต่จะมีรถยนต์โดยสารของชาวบ้านไว้รองรับบริการที่โรงเรียนบ้านนาป่าแปก

- นักท่องเที่ยวประเภทพักค้างแรมต้องลงทะเบียน ผ่านศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงจะสามารถนำรถเข้าปางอุ๋งได้ ถึงแม้จะมีบัตรค้างแรมแต่ก็นำรถเข้าออกพื้นที่ได้ระหว่างเวลา 09.00 – 18.00 น. เท่านั้น

- ที่พักบนปางอุ๋ง จะมีเครื่องปั่นกระแสไฟให้ใช้เฉพาะช่วงเวลา 18.00 – 22.00 น. เท่านั้น นักท่องเที่ยวควรเตรียมไฟฉายและแบตเตอรีสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งาน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าชม และการเข้าพัก สามารถสอบถามได้ที่

โทร. 053-611-244 , 085-618-3303

แผนที่ โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)

ภูโคลนคันทรีคลับ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ภูโคลนคันทรีคลับ ตั้งอยู่เลขที่ 132 หมู่ 2 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในสามแหล่งของโลกที่มีการค้นพบโคลนธรรมชาติอันทรงคุณค่า ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนังและระบบไหลเวียนโลหิตของมนุษย์ ปัจจุบัน “ภูโคลน” เป็นที่รู้จักกันดีในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยว และการให้บริการด้านสุขภาพและความงามด้วยโคลนและน้ำแร่ธรรมชาติแก่ผู้มาเยือน

ประวัติความเป็นมาของภูโคลนนั้น มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2538 แหล่งโคลนสุขภาพโป่งเดือดแม่สะงา (หรือภูโคลนในปัจจุบัน) ได้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรก เมื่อนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยากลุ่มหนึ่งสังเกตเห็นสายน้ำร้อนผุดขึ้นกลางทุ่งนา และได้ไหลไปผสมรวมกับลำธารเล็กๆ ขณะเดียวกันชาวบ้านแถวนั้นก็อ้างว่า การแช่น้ำอุ่นดังกล่าวสามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำแร่และโคลนธรรมชาติไปตรวจสอบ ซึ่งก็พบว่าตะกอนโคลนที่ปนเปื้อนมากับน้ำแร่ร้อนนั้น เป็นโคลนบำบัดผิวที่มีแร่ธาตุหลากหลายชนิดเทียบเท่ากับโคลนจากทะเลสาบเดดซี และโคลนจากลาวาภูเขาไฟ ในประเทศโรมาเนีย

หลังจากนั้น ก็ได้มีการสำรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2543 ได้มีการก่อตั้ง “ภูโคลน คันทรีคลับ” ขึ้นเพื่อพัฒนาที่ดินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพรวมถึงการท่องเที่ยวของจังหวัดและของประเทศต่อไป

ภูโคลนคันทรีคลับแห่งนี้ ถือเป็นสุดยอดสปาไทยในระดับ Unseen Thailand ที่คุณไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งที่นี่มีการให้บริการด้านสุขภาพและความงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแช่เท้าและการแช่ตัวในบ่อน้ำร้อน การพอกผิวหน้าด้วยโคลนธรรมชาติ การนวดแผนไทย และการนวดน้ำมัน มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากโคลนและน้ำแร่ธรรมชาติหลากชนิดให้ได้เลือกซื้อ อีกทั้งยังมีจุดที่มองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของบ่อโคลนให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกด้วย

การเดินทาง

จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1095 (สายแม่ฮ่องสอน – ปาย) ประมาณ 10 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหมู่บ้านกุงไม้สัก – บ้านห้วยขาน อีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะพบภูโคลนอยู่ทางด้านขวามือ

วันและเวลาทำการ

วันจันทร์ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

ค่าเข้าชม

ฟรี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทร. 0 5328 2579 , 5327 9440   เว็บไซต์ : www.phuklon.co.th

แผนที่ภูโคลนคันทรีคลับ

หมู่บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หมู่บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่กลางหุบเขา ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 44 กม. เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงชายแดนไทย-พม่าประชากรส่วนใหญ่อพยพหนีภัยมาจากทางตอนใต้ของจีนในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ในอดีตเคยเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน แต่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ

บริเวณหมู่บ้านมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และทะเลสาบสวยงามด้วยสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาและพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะพืชเมืองหนาว ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มีวิวทิวทัศน์สวยงาม เอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของหมู่บ้านรักไทยหรือแม่ออแห่งนี้เห็นจะเป็นลักษณะบ้านบางส่วนที่เป็นบ้านแบบเก่าสร้างโดยการนำดินเหนียวผสมฟางข้าวมาทำเป็นฝาผนัง แล้วทาสีเหลืองอมน้ำตาล และยังมีการเขียนลวดลายแบบจีนด้วยสีแดงและสีเขียวรอบขอบประตูหน้าต่าง ทำให้ดูแปลกตาแก่ผู้พบเห็น 

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง ตำบลหมอกจำแป่ ส่งเสริมการปลูก พืช ผัก สมุนไพร และ ดอกไม้เมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี กระชายดำ ขมิ้นขาว ขมิ้นชัน ศุภโชค  อโวคาโด แกลดิโอลัส สแตติส กล้วยไม้ ฯ  มีบ้านพัก 2 หลัง

รายละเอียดติดต่อ

โทร. 053-692152

อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์

อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอขุนยวมและอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาเรียงรายสลับซับซ้อน มีภูเขาหินและหน้าผาน้อยใหญ่สูงชันในลักษณะทั้งที่แตกต่างกันและคล้ายกันหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ดอยวิดจา ดอยปุงถุ่น จะมีหน้าผาที่สูงชันมาก อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ มีเนื้อที่ประมาณ 396.60 ตารางกิโลเมตร หรือ 247,875 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2524 โดยเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 37 ของประเทศ 

ศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนถนนขุมลุมประพาส อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2528โดยทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านที่มีฐานะยากจนมีความรู้ความสามารถในการสร้างงานศิลปาชีพพิเศษเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ศูนย์ศิลปาชีพแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพต่างๆ ให้แก่ราษฎรทั้งชาวไทยพื้นราบและชาวไทยภูเขา อาทิเช่น การจักสานหวาย จักสานไม้ไผ่ การแกะสลัก การทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาชาวเขา ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องหนังและการทำเครื่องเงิน 

ตลาดเช้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตลาดเช้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ใกล้วัดหัวเวียง ตลาดเริ่มตั้งแต่รุ่งสางจนถึงประมาณ 9.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวแม่ฮ่องสอน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายแบบไทยใหญ่หรือชาวเขาที่มาซื้อสินค้าพื้นเมือง รวมทั้งพืชผัก ผลไม้ท้องถิ่นสดๆ

แผนที่วัดหัวเวียง

วัดจองคำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดจองคำ และ วัดจองกลาง นั้นเปรียบเสมือนวัดแฝด ด้วยตั้งอยู่ในกำแพงเดียวกัน เมื่อมองจากด้านหน้า วัดจองคำ จะอยู่ด้านซ้ายมือ ส่วนวัดจองกลางจะอยู่ทางขวามือ วัดจองคำและวัดจองกลางตั้งอยู่กลางเมืองแม่ฮ่องสอน และ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองไทใหญ่แห่งนี้ เพราะนอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว วัดทั้งสอง ยังเป็น ศูนย์กลางของกิจกรรมทางวัฒนธรรม และประเพณีของชาวแม่ฮ่องสอน พื้นที่ด้านหน้าของวัดซึ่งเป็น สวนสาธารณะหนองจองคำยังเอื้อให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีต่าง ๆ ในรอบปีอีกด้วย 

วัดจองกลาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดจองกลาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างวัดจองคำ และวัดจองใหม่ (โรงเรียนพระปริยัติธรรม)เดิมเป็นศาลาที่พักคนมาจำศีลในวันพระ วัดจองกลางหลังนี้ ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เครือญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เล่าต่อๆ กันมาว่า เดิมเป็นศาลาเย็นของวัดจองใหม่มีผู้คนท้องถิ่นมาพักอาศัยอยู่เป็นประจำ เมื่อเจ้าอาวาสวัดจองใหม่องค์สุดท้ายได้มรณภาพไป มีพระภิกษุจากเมืองหมอกใหม่มาร่วมงานศพเจ้าอาวาสวัดจองใหม่ และเข้ามาพักอาศัยในศาลาเย็นดังกล่าว คณะศรัทธาเคารพนับถือพระภิกษุองค์นี้เป็นอย่างมาก จึงพร้อมใจกันนิมนต์ท่านมาประจำศาลาต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2410 มีศรัทธาคือ ลุงจองจายหล่อ , ลุงพหะจ่า , ลุงจองตุ๊ก, และพ่อเลี้ยงจางนุ (ขุนเพียร) , ลุงจองจ่อ ได้ร่วมกันสร้างวัด หลังคามุงด้วยสังกะสีฉลุลวดลาย แบบสถาปัตยกรรม โดยช่างฝีมือชาวไทใหญ่ โดยเฉพาะห้องทางด้านหลังทิศตะวันออก ตามฝาผนังประดับภาพรวม 180 ภาพ โดยมีช่างฝีมือช่างพม่า ลุงจองตุ๊ก แม่จองโอ่ง นำมาจากเมืองมะละแหม่งประเทศพม่า มาติดถวายไว้

และเมื่อทำการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงตั้งชื่อว่า “ วัดจองกลาง” เพราะอยู่ระหว่างวัดจองคำกับวัดจองใหม่ และปีต่อมาพ่อเลี้ยงจางนุ (ขุนเพียร) แม่จองเฮือน มีจิตศรัทธาสร้างพระธาตุเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยม มุขสี่ด้าน แต่ละด้านสร้างสิงห์ไว้ 1 ตัว พร้อมกับสร้างศาลาวิปัสสนาติดองค์พระธาตุเจดีย์ ทิศตะวันออกหลังคาทรงปราสาททำด้วยสังกะสีฉลุลวดลาย เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2456 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2545 ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กตรงข้ามทิศตะวันออกวัดจองกลาง ลุงจองตุ๊ก แม่จองโอ่ง เป็นเจ้าคณะศรัทธาสร้างขึ้น ก่อนวัดจองกลางประมาณ 20 กว่าปี (ไม่ปรากฏ พ.ศ. สร้าง) และวัดจองกลางรวมเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 โดยวัดจองกลางเป็นคณะ 2 ปัจจุบันมีพระภิกษุ 6 รูป และสามเณร 14 รูป

วัดจองกลางเป็นวัดที่ชาวบ้านให้ความสำคัญมากเนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพระอุปคุตที่ประดิษฐานอยู่ที่ทางเข้าหน้าวัดจองกลางเชื่อกันว่าเมื่อมีการจัดงานเทศกาลหรือทำบุญต่างๆจะต้องมีการบวงสรวงพระอุปคุตเสียก่อนเพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ตนเองและญาติพี่น้องจะทำให้เจริญก้าวหน้าและจะไม่เกิดอุบัติเหตุเพศภัยใดๆทำให้ชีวิตราบรื่นจึงยึดถือและปฏิบัติต่อๆกันมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งสำคัญภายในวัด ประกอบด้วย

1. เจดีย์วิหารเล็กด้านหน้าศาลาการเปรียญติดหนองจองคำจัดเป็นเจดีย์ที่มีความสวยงาม โดดเด่นสันนิษฐานว่าสร้างพร้อมกับการสร้างวัดจองกลางวิหารเล็ก มีหลังคาเรือนยอดทรงปราสาทซ้อนถึงห้าชั้น ส่วนยอดของหลังคาที่สูงที่สุดประดับด้วยฉัตรทองสามชั้น หลังคามุงสังกะสี มีโลหะฉลุลายตกแต่งตามส่วนต่าง ๆ ของหลังคาและเชิงชาย

2. วิหารใหญ่เป็นอาคารอเนกประสงค์ คือเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ใช้ประกอบพิธีกรรมงานบุญประเพณี จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งเป็นหอฉันและกุฏิของเจ้าอาวาสด้วย ลักษณะเด่นของอาคารคือ มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น ที่ชายคาตกแต่งด้วยโลหะฉลุลายอย่างหรูหราตามสไตล์ของวัดไทใหญ่

3. ศาลาการเปรียญวัดอาคารไม้หลังคามุงสังกะสีสูงเป็นชั้น เรียกว่า “สองคอสามชาย”ศาลาหลังนี้เป็นของเดิมทั้งหมดมีต่อเติมบางส่วนเฉพาะด้านตะวันออก

4. จิตกรรมหลังกระจกนำมาจากเมืองมัณฑะเลย์เมื่อราว พ.ศ.2400 ขนาด 30×30 เซนติเมตรผนึกอยู่ใน กรอบไม้ติดผนังมีจำนวน 180 ภาพเป็นเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้า พระเวสสันดรชาดก

5. ห้องพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนวัดจองกลาง จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลักที่นำมาจากพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 จำนวน 33 ตัว มีทั้งรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับเรื่องพระเวสสันดรชาดก นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์โบราณ พระพุทธรูปหินอ่อนองค์เล็กฝีมือประณีตงดงาม ถ้วยโถโอชาม และเครื่องใช้โบราณอีกหลายชิ้น

สำหรับการเดินทางไปยังวัดจองกลางนั้นวัดจองกลางอยู่ในตัวอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ห่างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ เขต1 ประมาณ 5 กม.ไปทางทิศตะวันออก  ถ.ชำนาญสถิตย์ ห่างจากขุนลุมประพาสประมาณ 100 เมตร

แผนที่วัดจองกลาง

หนองจองคำ

หนองจองคำ เป็นสวนสาธารณะตั้งอยู่ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน  เป็นหนองน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีน้ำตลอดปี เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวแม่ฮ่องสอนที่มาพักผ่อนเที่ยวชมถนนคนเดินยามเย็น และใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีที่สำคัญๆ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ชาวแม่ฮ่องสอนและนักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปและชื่นชมทัศนียภาพของวัดจองคำและวัดจองกลาง ซึ่งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะหนองจองคำ วัดจองคำเป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยช่างฝีมือชาวไทยใหญ่ 

วัดก้ำก่อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดก้ำก่อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ก้ำก่อ ภาษาไทยใหญ่แปลว่า “ดอกบุนนาค”)ตามประวัติกล่าวว่าวัดก้ำก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ . ศ 2433 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำเ เดือน 2 ปีขาล จ . ศ . 1252 โดยเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด นามว่า ‘’ ครูบาเฒ่า ‘’ ชาวไทใหญ่ผู้อพยพมาจากเมืองเชียงทอง เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดนี้ขึ้น ชาวบ้านทั่วไปขนานนามท่านว่า ‘’ ตุ๊เจ้าเจียงตอง ‘’ ( ออกเสียงตามภาษาพื้นเมือง ) หมายถึงพระที่มาจากเมืองเชียงของนั่นเอง

ประวัติการก่อตั้งวัดก้ำก่อพอจะสรุปได้ว่าเมื่อครั้งที่ครูบาเฒ่าอพยพมาจากเมืองเชียงทองเข้ามาสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ท่านได้เดินทางมาจนพบที่ว่างขนาดครึ่งสนามฟุตบอลอยู่ท่ามกลางป่าไม้ล้อมรอบ สามารถสร้างวัดได้โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าหรือทำการปรับพื้นที่ให้ ๆ อีกจึงได้ชักชวนชาวบ้านมาดูและตัดสินใจสร้างวัดขึ้นในที่นั้น โดยชาวบ้านเป็นผู้หาวัสดุก่อสร้างและลงแรงกันเอง

วัดก้ำก่อมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ คือมีการสร้างวัดโดยฝีมือของช่างชาวไทใหญ่ที่ได้เข้ามาอาศัยและได้ศรัทธาในวัดนี้ วัดก้ำก่อมีสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่น คือมีซุ้มประตูทางเข้าไปสู่ศาลาการเปรียญ หรือที่เรียกว่า “ส่างหว่าง” เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของอาคารทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนตามแบบสถาปัตยกรรมไต(ไทใหญ่) จะมีเฉพาะอาคารวัดเท่านั้นไม่มีในอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านทั่วๆไป

ในสมัยก่อนเมื่อจะเข้าไปในวัดชาวบ้านจะนิยมถอดรองเท้าไว้แล้วเดินเข้าวัดทาง “ส่างหว่าง” เนื่องจากเชื่อกันว่าถ้าสวมรองเท้าเข้าไปในวัดนอกจากจะไม่เคารพสถานที่แล้ว เวลาเดินออกจากวัดนั้นยังจะมีดินมีทรายติดรองเท้าไปด้วยถือว่าเป็นบาปมาก และเพื่อไม่ให้นำสิ่งสกปรก สิ่งไม่ดีไม่งามทั้งหลายเข้าไปในวัดและในขณะเดียวกันก็จะไม่เอาอะไรออกจากวัดไป ดังนั้นเมื่อเรายืมสิ่งของจากวัดเช่น ถ้วย จาน ฯลฯ ของวัดไปใช้ในงานบุญต่าง ๆแล้ว เวลาส่งคืนวัดหากสิ่งของใดขาดไปต้องรีบเอาสิ่งนั้นในบ้านมาใช้แทนหรือไม่ก็ซื้อใหม่มาใช้แทนทันที โดยจะถือว่าสิ่งของของตนไปอยู่ในวัดดีกว่าสิ่งของในวัดมาอยู่ในบ้านของตน ส่างหว่างเป็นสถาปัตยกรรมไต (ไทใหญ่) ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2484 โดยนายส่วยจิ่ง นางยุ้น ตรีทอง เป็นเจ้าศรัทธาสร้างถวาย

สิ่งสำคัญภายในวัด ประกอบด้วย

1. พระประธาน พระสังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นผู้ประทานให้วัด

2. พระมัณฑะเลย์ ย้ายมาจากอุโบสถหลังวิหารวัดพระนอน จเรหม่องเจ้าศรัทธาและได้นำมาประดิษฐ์ไว้ที่วัดก้ำก่อเมื่อ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 พ.ศ. 2509 โดยมีหลวงพ่อกุงหม่า (กมล)กุสโลภิกขุและพระมหารักษ์ สุภิญโญ ได้อัญเชิญนำมาประดิษฐ์ไว้ ณ วัดก้ำก่อ รวมอายุประมาณ 80 ปี

3. พระสาน (อายุประมาณ 114 ปี) ศรัทธาแม่เฒ่าจางย้อย เช่าบูชามาจากมัณฑะเลย์ประเทศพม่านำมาถวายเป็นองค์ประธาน ณ วัดก้ำก่อ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด

4. พระหินอ่อนทรงเครื่อง ศรัทธา คุณบุญชู คุณปริศนา ตรีทอง นำมาจากประเทศพม่า เพื่อถวายให้ประดิษฐ์อยู่ที่วัดก้ำก่อเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2533

5. ธรรมาสน์เก่าแก่ ศรัทธาพ่อเฒ่าจองติยะ นางโหย่ง ถวายเมื่อเริ่มสร้างวัด รวมอายุประมาณ 114 ปี

6. พระหินดำ เป็นศิลปกรรมมาจากอังวะ (เอว่า) เช่ามาจากร้านขายของเก่าบริสุทธิ์แอนติก อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2539

7 . โบสถ์ สร้างขึ้นเมื่อ 8 มกราคม พ.ศ. 2533 ใช้ในการประกอบศาสนพิธีของคณะสงฆ์ เป็นโบสถ์ที่ผสมผสานศิลปแบบไทใหญ่ และพม่า

8 . ศาลาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ขนาดบรรจุ ผู้ปฏิบัติธรรมได้ไม่น้อยกว่าครั้งละ 100 คน สร้างเมื่อ 10 มีนาคม 2519

9 . ศาลาสุวรรณสมบูรณ์ สร้างขึ้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2516 ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา รวมทั้งใช้เก็บศพ และสวดพระอภิธรรม

10 . โรงครัว สร้างเมื่อ 19 ธันวาคม 2529 ใช้ในการทำอาหารเพื่อนำมาเลี้ยงในงานหรือพิธีต่าง ๆ

11 . กุฏิรับรองหลังใหญ่ ใช้บรรจุผู้มาเยือน และพักอาศัยได้ครั้งละไม้น้อยกว่า 50 คน

12 . กุฏิรับรองหลังเล็ก ใช้บรรจุผู้มาเยือน และพักอาศัย

13 . กุฏิพระครูปัญญาวราภรณ์ ลักษณะเป็นตึกแถว มีห้องนอนห้องน้ำห้องส้วมเป็นสัดเป็นส่วน สร้างเมื่อ 17 สิงหาคม 2531

14 . กุฏิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ท่านเคยเสด็จมาพำนักและนำพระประธาน ขนาดหน้าตัก 60 นิ้ว ปาง “มารวิชัย” ไปประธานให้เป็นมิ่งขวัญแก่วัด เมื่อ 14 พ.ย. 2520 และ 14 ก.พ. 2532

15 . ศาลาหลวงปู่โต เป็นที่ประดิษฐ์สถานรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) และรูปเหมือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปิยมหาราช สร้างเมื่อ 16 มีนาคม 2532

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

โทร. 053 612 226

แผนที่วัดก้ำก่อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดพระนอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดพระนอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ตั้งอยู่เชิงดอยกองมู เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทยใหญ่ และเป็นพระนอนองค์ขนาดยาว 12 เมตร ซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมาก ตามประวัติเล่าว่าพระนางเมี๊ยะ ภริยาของพระยาสิงหนาทราชาเป็นผู้สร้างขึ้น ภายในบริเวณมีรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ 2 ตัว เคียงข้างกันสร้างโดยพระยาสิงหนาทราชาตัวหนึ่ง และพระนางเมี๊ยะตัวหนึ่ง อยู่ระหว่างทางที่จะขึ้นไปนมัสการพระธาตุกองมู เป็นสิงโตที่มีลักษณะงดงามและสมบูรณ์มาก นอกจากนี้ภายในวัดยังมีการสอนวิปัสสนาอีกด้วย

แผนที่วัดพระนอน

หอนาฬิกาเปลี่ยนสี จังหวัดเชียงราย

สถานที่ตั้ง : ถนนบรรพปราการ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
หอนาฬิกานี้ตั้งอยู่ที่ ถนนบรรพปราการ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  ใช้เวลาการออกแบบและก่อสร้างนานประมาณ 5 ปี ซึ่งออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เปิดอย่างเป็นทางการ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ในเวลา 20.00 น. ของทุกวัน หอนาฬิกาแห่งนี้จะเปลี่ยนสีได้ สร้างความสวยงามประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมากในเขตเทศบาลนครเชียงรายมีหอนาฬิการวมแล้ว 2 จุด จุดแรก (หอนาฬิกาเก่า) ได้มีการเคลื่อนย้ายไปตั้งไว้ที่ตลาดสดเทศบาล บริเวณสามแยกโรงรับจำนำ ตั้งอยู่ห่างจากจุดก่อสร้างหอนาฬิกาใหม่ไปประมาณ 800 เมตร เปิดดำเนินการมาหลายปีแล้ว โดยหลายฝ่ายตั้งเป้าให้หอนาฬิกาทั้ง 2 จุด คือ สัญลักษณ์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองเชียงราย

ไร่เชิญตะวัน (ว.วชิรเมธี)

ไร่เชิญตะวัน (ว.วชิรเมธี)

ที่ตั้ง

ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย

ไร่เชิญตะวัน เป็นศูนย์ปฎิบัติธรรม ที่ท่านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิระเมธี) ได้สร้างขึ้น จากแรงบัดดาลใจ ที่ต้องการจะหาที่ปลีกวิเวกส่วนตัวสงบๆ ด้านหน้าถูกจัดทำเป็นห้องสมุดธรรมะให้กับผู้ปฏิบัติธรรม บริเวณส่วนกลางสนามมีเข็มทิศเข็มธรรม ปริศนาธรรมที่เป็นตุงล้านนาห้อยอยู่เป็นเอกลักษณ์

การเดินทางไป ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน (ว.วชิรเมธี)

จากตัวเมืองเชียงราย ให้มุ่งหน้าไปทาง อ.เทิง ผ่านตำบลห้วยสัก ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร ผ่าน ต.ห้วยสัก ไปประมาณ 700 เมตร ถึงทางแยกให้เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน

 

ไร่บุญรอด (สิงห์ปาร์ค)

ไร่บุญรอด หรือที่รู้จักกันทั่วไปในอีกชื่อหนึ่งว่่า สิงห์ปาร์ค เป็นไร่ของบริษัท บุญรอด ผู้ผลิตเบียร์ไทยตราสิงห์ นักท่องเที่ยวทางมาสามารถใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางมาวัดร่องขุน อ.เมือง จ.เชียงราย ไร่บุญรอดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตรแห่งใหม่ ภายในไร่บุญรอดนอกจากจะมีแปลงปลูกข้าวบาร์เลต์ของเบียร์สิงห์ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าแล้ว ยังมีพื้นที่เกษตรกรรม และไร่ชากว้างกว่า 600 ไร่  

ดอยผาตั้ง

ดอยผาตั้ง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยว โดยตั้งอยู่ในเขตตำบาลปอ อำเภอเวียงแก่น จากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800 เมตร ดอยผาตั้งเป็นยอดภูเขาสูงตั้งเผป็นดอยอยู่ติดกับสถานที่จอดรถและร้านค้าบริการ โดยจากยอดดอยนั้นสามารถรับชิมทัศนียภาพที่สวยงามอันจะสามารถเห็นฝั่งมีน้ำโขงฝั่งลาวและยังสามารถมองเห็นยอดของภูชี้ฟ้าที่อยู่ห่างออกไปจากดอยผาตั้งแห่งนี้อีกกว่า 25 กิโลเมตร

ดอยผาตั้งนั้นตั้งอยู่ใกล้ทางหลวงหมายเลข 1093 กิโลเมตรที่ 89 เป็นจุดชมวิวไทย-ลาว มีความสูง 1,635 เมตร และเที่ยวชมทะเลหมอกได้ตลอดปี ตั้งแต่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม มีดอกซากุระบานและเดือนกุมภาพันธ์ มีดอกเสี้ยวบานสะพรั่งงดงาม เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้า โดยเฉพาะจีนฮ่อนั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ดอยผาตั้งนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืชเมืองหนาว เช่น บ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา 

วนอุทยานภูชี้ฟ้า

วนอุทยานภูชี้ฟ้า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สถานที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบที่เกิดจากความขัดแย้งทางความคิดและนโยบายการบริหารการปกครองระหว่างกลุ่มคนที่จัดตั้งตนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเข้ามาปราบปรามหลังจากมีเหตุการณ์นองเลือด แต่หลังจากเรื่องราวต่างๆได้คลี่คลายลง ความสงบสุขได้กลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้จึงได้ถูกค้นพบและบอกเล่ากล่าวขานกันเรื่อยมา
วนอุทยานแห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1200-1628 เมตร มีหน้าผาสูงที่มีแนวยื่นเข้าไปในประเทศลาว และสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น จุดนี้เองที่เป็นจุดชมวิวที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง อากาศบนยอดเขาแห่งนี้จะค่อนข้างเย็นแต่มีฤดูกาลเป็นลักษณะแบบมรสุมเมืองร้อน แบ่งเป็น 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ 

วัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงราย โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่มีลวดลายอ่อนช้อยและสีขาวโพลน สวยงามมากยามต้องแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่คอยเตือนใจผู้ที่แวะมาสักการะอีกด้วย

วัดร่องขุ่นเริ่มสร้างตั้งแต่พ.ศ. 2540 เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ในอดีตวัดร่องขุ่นเป็นวัดเล็กๆ บนพื้นที่ 3 ไร่ที่เสื่อมโทรม ต่อมาอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตกรจังหวัดเชียงราย ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2554 ได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงวัดในบ้านเกิดแห่งนี้ใหม่ ด้วยแรงศรัทธาในศาสนาและความปรารถนาที่จะสร้างสมบัติให้กับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จากคำกล่าวที่ว่า “ผมหวังที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมให้ปรากฏเป็นงาน ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลกมนุษย์นี้ให้ได้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติของผมไปสู่มวลมนุษยชาติทั้งโลก”

โดยอาจารย์เฉลิมชัยออกแบบและลงมือก่อสร้างเองด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว รวมถึงเงินบริจาคที่จำกัดให้บริจาคได้ไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท เพื่อแสดงเจตนารมย์ว่าสร้างด้วยศรัทธาและเพื่อศิลปะล้วนๆ ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใด 

อุทยานแห่งชาติขุนแจ

อุทยานแห่งชาติขุนแจ เดินทางไปตามเส้นทางสายเชียงใหม่-เชียงรายบนทางหลวงหมายเลข 118 จะถึงที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ริมทางบริเวณ กม. ที่ 55-56  อุทยานแห่งชาติขุนแจตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 เป็นอุทยานที่มีความร่มรื่นสมบูรณ์ของป่า มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย มีสัตว์ป่าหลายชนิด ได้แก่ ชะมด หมูป่า เก้ง เม่น หมี ลิงลม  นกต่างๆ เช่น นกแซงแซวสีเทา เหยี่ยวรุ้ง นกตีทอง นกเขียวก้านทองปีกสีฟ้า เป็นต้น

ดอยช้างดอยวาวี

ดอยวาวี ตั้งอยู่ที่ อำเภอ แม่สรวย จังหวัดเชียงราย แวะชิมชา – ชมทะเลหมอก หมู่บ้านจีนฮ่อ

ดอยวาวีเป็นชุมชนขนใหญ่ของชาวจีนฮ่อ กองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งหลักปักฐานราว 50 ปีมาแล้ว ยึดอาชีพปลูกชาและผลไม้ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบและทิวทัศน์งามของดอยสูงเช่นเดียวกับชุมชนดอยแม่สลอง แม้หมู่บ้านจะมีขนาดเล็ก แต่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกลิ่นอายชุมชนชาวจีนอันเรียบง่าย ราวกับอยู่ทางแถบยูนนานตอนใต้ของจีน

ขณะที่พ้นหมู่บ้านออกไปบนดอยก็เขียวขจีด้วยไร่ชาที่ลดหลั่นตามลาดเขา ช่วยประดับทิวทัศน์ชุมชนและเทือกดอยให้งดงามชวนมอง ใกล้กับดอยวาวีมีจุดชมทะเลหมอกอยู่บนดอยกาดผีซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อ.แม่สรวย เมื่อขึ้นไปยืนที่ชะง่อนผาสูง 1,500 เมตร จะสามารถมองเห็นทะเลหมอกหนาทึบเต็มหุบเขา พร้อมกับภาพอลังการของขุนเขาสลับซับซ้อนตามแนวเทือกดอยช้าง ดอยกาดผีอยู่ห่างจากดอยวาวีประมาณ 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางค่อนข้างทุรกันดาร ระหว่างทางยังผ่านหมู่บ้านชาวอ่าข่าและเย้า